วงจรธุรกิจของเสาร์และพฤหัส
แม้ว่าบทความ 5 ตอนเรื่อง “ วงจรของดาวเคราะห์กับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทย ” ได้จบลงแล้วเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน แต่วันนี้ผมขอนำวงจรของดาวเคราะห์รอบนอก 2 ดวงที่มีส่วนสำคัญในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับวงจรธุรกิจ (business cycles) มาขยายความเพิ่มเติม ก่อนไปวิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจไทยปี 2554 ในครั้งหน้า
1. วงจรของดาวเคราะห์
วงจรของดาวเคราะห์ (planetary cycles) ไม่สามารถระบุจุดปะทุของเหตุการณ์ได้ เพราะครอบคลุมช่วงเวลาที่ยาวเกินกว่าจะบอกอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ ไม่เหมือนการทำมุมของดาวเคราะห์ (planetary aspects) ที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้ได้ดีกว่า เพราะสามารถกำหนดช่วงเวลาแห่งการทำมุมที่แคบลงตามความต้องการได้
แม้บอกจุดปะทุของเหตุการณ์ไม่ได้ แต่วงจรของดาวเคราะห์ก็ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแนวโน้มของวงจรธุรกิจ อีกทั้งเป็นข้อมูลที่แสดงถึงความแตกต่างของแต่ละวงจรธุรกิจ เช่น วงจรเรือนชะตาที่ 6 ของพลูโต (Pluto) ระหว่างปี 2518 – 2532 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการผลิตและการจ้างงาน เป็นวงจรที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักไปเป็นเศรษฐกิจที่ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญ เป็นต้น
วงจรของดาวเคราะห์ประกอบด้วยวงจรของดาวเคราะห์รอบใน (inner planetary cycles) และวงจรของดาวเคราะห์รอบนอก (outer planetary cycles) แต่เนื่องจากวงจรของดาวเคราะห์รอบในมีช่วงอายุที่ค่อนข้างสั้น จึงไม่เหมาะที่จะนำมาอธิบายแนวโน้มระยะปานกลางของวงจรธุรกิจ
ส่วนวงจรของดาวเคราะห์รอบนอก 3 ดวง อันประกอบด้วยวงจรของพลูโต (Pluto cycle) วงจรของเนปจูน (Neptune cycle) และวงจรของมฤตยู (Uranus cycle) ก็เป็นวงจรที่ค่อนข้างยาว ไม่เหมาะกับการอธิบายแนวโน้มระยะปานกลางเช่นกัน แต่หากนำมาซอยให้สั้นลงเป็นวงจรเรือนชะตา (house cycles) ก็น่าจะเหมาะสมในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับวงจรธุรกิจได้
วงจรของดาวเคราะห์รอบนอกที่เหลืออีก 2 ดวง อันประกอบด้วยวงจรของเสาร์ (Saturn cycle) และวงจรของพฤหัส (Jupiter cycle) เป็นวงจรที่มีระยะเวลาปานกลาง ระหว่างดาวเคราะห์รอบในกับดาวเคราะห์รอบนอก 3 ดวงข้างต้น จึงเหมาะที่จะนำมาอธิบายเกี่ยวกับวงจรธุรกิจ แต่ก็ไม่ควรพิจารณาเพียงวงจรเรือนชะตาเดียวแบบโดดๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่สั้นเกินไป ทำให้ไม่เห็นแนวโน้มที่ยาวกว่า
2. วงจรของเสาร์
แม้ว่าเสาร์จะเป็นดาวบาปเคราะห์อันดับแรก (Greater Malefic) ซึ่งมักนำพาปัญหาและอุปสรรคมาให้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องร้ายเสมอไป ขึ้นอยู่กับการรู้จักนำความหมายของมันมาใช้อย่างเหมาะสม ทำให้เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดีได้ โดยเสาร์หมายถึงภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ หน้าที่การงาน ความมีวินัย ความละเอียดรอบคอบ และการบริหารจัดการ ดังนั้น เมื่อนำมันมาใช้กับเรื่องเหล่านี้ ก็ย่อมให้คุณหรือเป็นประโยชน์
วงจรของเสาร์มีอายุ 29 – 30 ปีโดยประมาณ ซึ่งยาวกว่าวงจรธุรกิจของบ้านเรา ส่วนวงจรเรือนชะตาของเสาร์มีอายุประมาณ 2 – 3 ปี ซึ่งสั้นกว่าวงจรธุรกิจของบ้านเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ วงจรที่เหมาะสมจึงควรครอบคลุมมากกว่า 1 วงจรเรือนชะตา
จุดอาทิตย์เที่ยงวัน (Midheaven or MC) หรือจุดเริ่มต้นของเรือนชะตาที่ 10 ( อันเกี่ยวกับเรื่องชื่อเสียง ภาพพจน์และ / หรือความสำเร็จ ) เป็นตำแหน่งที่บอกถึงความสำเร็จในหน้าที่การงานของคนเรา เป็นการได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอก การที่เสาร์โคจรถึงตำแหน่งนี้จึงเท่ากับเป็นการบอกถึงจุดสูงสุดของความสำเร็จหรือการได้รับการยอมรับของสังคม ในกรณีของประเทศ ตำแหน่งนี้บอกถึงเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุด (peak) ตามวงจรของเสาร์
ส่วนจุดอาทิตย์เที่ยงคืน (Imum Coeli หรือ IC) หรือจุดเริ่มต้นของเรือนชะตาที่ 4 ( อันเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ) เป็นตำแหน่งที่ตั้งอยู่ฟากตรงกันข้ามกับจุดอาทิตย์เที่ยงวัน การที่เสาร์โคจรถึงตำแหน่งนี้จึงเป็นการบอกถึงเศรษฐกิจที่ตกต่ำถึงขีดต่ำสุด (trough)
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงสามารถนำตำแหน่งจุดอาทิตย์เที่ยงวันกับตำแหน่งจุดอาทิตย์เที่ยงคืนมาแบ่งวงจรของเสาร์ออกเป็น 2 ส่วนเพื่อให้สัมพันธ์กับวงจรของธุรกิจได้ดังนี้
ช่วงขาลง ซึ่งเป็นช่วงของวงจรจากจุดอาทิตย์เที่ยงวันถึงจุดอาทิตย์เที่ยงคืนที่ครอบคลุมวงจรเรือนชะตาที่ 10 – วงจรเรือนชะตาที่ 3 โดยเมื่อเสาร์โคจรถึงตำแหน่งสูงสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงวัน ก็ย่อมหมายถึงว่าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุด จากนั้นก็มีแต่ลงกับทรง จนกว่าเสาร์จะโคจรถึงตำแหน่งต่ำสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงคืน
ช่วงขาขึ้น ซึ่งเป็นช่วงของวงจรจากจุดอาทิตย์คืนถึงจุดอาทิตย์เที่ยงวันที่ครอบคลุมวงจรเรือนชะตาที่ 4 – วงจรเรือนชะตาที่ 9 โดยเมื่อเสาร์โคจรถึงตำแหน่งต่ำสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงคืน ก็ย่อมหมายความว่าเศรษฐกิจตกต่ำถึงขีดต่ำสุด จากนั้นก็มีแต่ขึ้นหรือทรง จนกว่าเสาร์จะโคจรถึงตำแหน่งสูงสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงวันอีกครั้ง
สำหรับประเทศที่ตระหนักถึงภารกิจหรือบทบาทหน้าที่อันเหมาะสมของตัวเอง อีกทั้งประชาชนก็มีวินัย ขยันหมั่นเพียร และรับผิดชอบ การที่เสาร์โคจรถึงจุดอาทิตย์เที่ยงวัน จึงเป็นการบอกถึงเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุด อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีของประเทศที่หน่อมแน้ม ไม่วางรากฐานของตัวเองให้มั่นคง นิยมใช้ทางลัดหรือมักง่าย อีกทั้งประชาชนก็เกียจคร้าน ในกรณีนี้ เมื่อเสาร์โคจรถึงจุดอาทิตย์เที่ยงวันก็ย่อมหมายถึงความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และต้องเริ่มก่อร่างสร้างตัวกันใหม่
สาเหตุที่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 รุนแรงกว่าวิกฤตการณ์ทุกครั้งที่ผ่านมาก็เพราะเสาร์ได้โคจรถึงจุดอาทิตย์เที่ยงวันเมื่อเดือนเมษายนปี 2534 ตรงกับเวลาที่เศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองถึงขีดสูงสุด แต่หลังจากนั้น เศรษฐกิจก็ค่อยๆ ถดถอยลงตามลำดับ จนปะทุขึ้นเป็นวิกฤตการณ์ปี 2540 ประมาณ 3 – 4 เดือนหลังจากที่เสาร์โคจรเข้าเรือนชะตาที่ 12 ในเดือนมีนาคมปี 2540
เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะชะงักงันนานหลายปี เพราะกว่าเสาร์จะโคจรออกจากเรือนชะตาที่ 2 ( อันเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจและการเงิน ) ก็ต้องรอจนถึงเดือนสิงหาคมของปี 2546 อีกทั้งกว่าเสาร์จะโคจรผ่านตำแหน่งต่ำสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงคืนก็ต้องรอถึงเดือนสิงหาคมของปี 2548
3. วงจรของพฤหัส
แม้ว่าพฤหัสเป็นดาวศุภเคราะห์อันดับแรก (Greater Benefic) ซึ่งมักนำพาความเจริญรุ่งเรืองและความแจ่มใสร่าเริงมาให้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องดีเสมอไป โดยเฉพาะถ้านำความหมายทางด้านร้ายของมันไปใช้ ซึ่งประกอบด้วยความหละหลวม การขาดวินัย การขาดความละเอียดรอบคอบ และการขาดความพอดี
วงจรของพฤหัสมีอายุ 12 ปีโดยประมาณ ซึ่งยาวใกล้เคียงกับวงจรธุรกิจของบ้านเรา ส่วนวงจรเรือนชะตาของมันที่มีอายุประมาณ 1 ปี ย่อมสั้นเกินกว่าจะเหมาะสมในการอธิบายวงจรธุรกิจ เมื่อเป็นเช่นนี้ วงจรที่เหมาะสมจึงควรครอบคลุมมากกว่า 1 วงจรเรือนชะตาเช่นกัน
หากแบ่งวงจรของพฤหัสออกเป็น 2 ส่วนแบบเดียวกับที่ทำกับวงจรของเสาร์ ก็จะได้ 2 ส่วนดังนี้
ช่วงขาขึ้น ซึ่งเป็นช่วงของวงจรจากจุดอาทิตย์เที่ยงวันถึงจุดอาทิตย์เที่ยงคืนที่ครอบคลุมวงจรเรือนชะตาที่ 10 – วงจรเรือนชะตาที่ 3 โดยเมื่อพฤหัสโคจรถึงตำแหน่งสูงสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงวัน ก็ย่อมหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่วงจรขาขึ้น เศรษฐกิจเริ่มขยายตัวรวดเร็ว และเมื่อพฤหัสโคจรถึงเรือนชะตาที่ 12 ( อันเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจใต้ดินและ / หรือจิตใจภายใน ) ก็จะรู้สึกถึงความรุ่งเรืองนี้ แต่จะชัดเจนแบบไม่ต้องสงสัยเมื่อพฤหัสโคจรเข้าเรือนชะตาที่ 1 ( อันเกี่ยวกับประเทศและ / หรือประชาชน )
ช่วงวางรากฐาน ซึ่งเป็นช่วงของวงจรจากจุดอาทิตย์คืนถึงจุดอาทิตย์เที่ยงวันที่ครอบคลุมวงจรเรือนชะตาที่ 4 – วงจรเรือนชะตาที่ 9 โดยเมื่อพฤหัสโคจรถึงตำแหน่งต่ำสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงคืน ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูก็จบลง จากนั้นก็เป็นการกลับสู่ภาวะปกติ จนกว่าพฤหัสจะโคจรกลับสู่ตำแหน่งสูงสุดที่จุดอาทิตย์เที่ยงวันอีกครั้ง
สาเหตุที่เศรษฐกิจฟื้นตัวรวดเร็วจากวิกฤตการณ์ปี 2527 ก็เพราะพฤหัสโคจรถึงจุดอาทิตย์เที่ยงวันเมื่อเดือนมีนาคม 2528 หลังวิกฤตการณ์เพียง 3 – 4 เดือน ส่วนวิกฤตการณ์ปี 2551 เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวรวดเร็วเช่นกัน เพราะพฤหัสของปีนั้นโคจรอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงมากกับพฤหัสของปี 2527 และได้โคจรถึงจุดอาทิตย์เที่ยงวันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 หลังวิกฤตการณ์เพียง 3 – 4 เดือนเช่นกัน
ประกาศ
ยูเรสโตร ร่วมกับบ้านโหราเป็นเอก กำหนดเปิดการอบรมหลักสูตร “ โหราศาสตร์สากลเบื้องต้น ” สำหรับปี 2554 โดยมีกำหนดการอบรมทุกวันเสาร์เวลา 10:00 น . – 12:00 น . ระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 – 11 มิถุนายน 2554 ( ยกเว้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 วันที่ 16 เมษายน 2554 วันที่ 7 พฤษภาคม 2554 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2554) รวมทั้งสิ้น 15 ครั้งๆ ละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลาทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง สำหรับจำนวนที่รับในปีนี้ไม่เกิน 10 ท่าน ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.urastro.beesigner.com หรือติดต่อคุณเอกรัตน์ได้ที่
บ้านเป็นเอก
อาคารบ้านดนตรี ภายในโครงการ Banana Family Park
ซอยอารีย์ 1 ถนนพหลโยธิน
โทรศัพท์ : 0-2619-9986
หรือคุณเอื้อกวินได้ที่ 086-633-5135
อนึ่ง ยูเรสโตรจะบรรยายและสนทนาเกี่ยวกับขอบเขตเนื้อหาของหลักสูตรให้ผู้สนใจรับทราบในวันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2554 เวลา 10:30 – 11:30 น. ที่บ้านเป็นเอก โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ผู้สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2554 ( รับไม่เกิน 30 คน)